[Fic] Obajicon ::9:: [YunJae][YuSoo]

posted on 19 Jan 2012 19:31 by deumbeui  in Obajicon  directory Fiction, Entertainment, Asian
Fiction : Obajicon 9
Pairing : YunhoXJaejoong, YuchunXJunsoo
Genre : Romantic Comedy
Author : Deumbeui
Author’s note : “รอยแดงๆ....ที่คอนายไง..”
Warning : PG-15, อ่านเรื่อง Shotacon ก่อนนะคะ ไม่งั้นงงแน่นอนค่ะ มันเป็นฟิกภาคต่อกันเน้อ



แจจุงจ้องหน้าจอที่ถูกตัดสายไปตั้งนานแล้วก็ถอนหายใจแรงๆ...

ไอ้เพื่อนบ้านี่มันทำอะไรอยู่กันแน่นะ?!!


ตอนนี้แจจุงกำลังยืนอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องตัวเอง...เหม่อมองไปยังทิวทัศน์ด้านหน้า... สายลมยามเช้าปะทะเข้ากับใบหน้าสวยเบาๆ...แก้มขาวใสอดแดงระเรื่อขึ้นไม่ได้เมื่อคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งเมื่อเช้าและเมื่อวาน...

ให้ตายเหอะ ตื่นมาแต่เช้าก็เจอภาพชวนหัวใจวาย...ไอ้ที่คิดมาตลอดทั้งคืนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความฝันเป็นอันต้องตกไปอย่างไม่ต้องหยิกเนื้อตัวเองให้เสียเวลา...

จำได้มั่นๆเลยนะ ว่าเมื่อคืนเด็กมันใส่เสื้อนอน!!!! เพราะเขาบังคับมันใส่เองนั่นแล่ะถ้าจะมานอนบนเตียงเดียวกับเขา.... เพราะแม่งรู้ไง...ว่าตื่นมาเดาได้เลยว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพแบบไหน..ทุกครั้งที่นอนกับเด็กมัน ตื่นมาก็ท่าเดิมทุกที...

ไม่ปลายคาง..ก็เดี๋ยวจมูกบ้าง ซอกคอบ้าง เป็นวิวแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเป็นสิ่งแรกที่เห็นตลอด...

และครั้งนี้แทบไม่ต้องเดาว่าจะตื่นมาแล้วเป็นยังไงเพราะเด็กมันจับเขาฝังเข้ากับอกกว้างๆนั่นตั้งแต่ล้มตัวนอนแล้ว...ขยับแทบไม่ได้ทั้งคืน แล้วคิดหรอว่าตอนเช้าเขาจะตื่นมาเห็นวิวเป็นอย่างอื่นได้???

ทั้งๆที่ทำใจไว้แล้ว ว่ามันคงไม่ต่างจากเดิม...​แต่เปล่าเลย!!! ไอ้เด็กคนนี้มันต้องทำอะไรให้เขาต้องอายุสั้นลงขึ้นทุกวันให้ได้จริงๆสิน่า...

ก็มันเล่นถอดเสื้อออกไปตอนไหนก็ไม่รู้!!!!!! เขาว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนสนิทดีหรอกนะ ก็ตื่นเต้นจนจะตายได้อยู่แล้ว แต่กลับไม่รู้สึกตัวอะไรเลยว่าเด็กมันลุกขึ้นถอดเสื้อตอนไหน!!

ตื่นมาแทบจะดับอนาถตัวเองคาอกเปลือยๆนั่น... ดีนะที่อย่างน้อยเด็กมันยังใส่กางเกงอยู่...ไม่งั้นเขาได้ช๊อกตายจริงๆนั่นแล่ะ....

อะไร??

เปล่านะ ไม่ได้แอบดูนะ!!! ก็ให้ทำไงเล่า!! พอตื่นมาเห็นอกใหญ่ๆเต็มสองตาขนาดนั้น ไม่มองขึ้นก็ต้องมองลงใช่ป่ะล่ะ?!!! ไม่ได้คิดไปไกลว่าถ้าเด็กมันถอดเสื้อแล้วคาดหวังว่ากางเกงจะต้องถูกถอดด้วยสักหน่อย!! ไม่มีนะ ไม่มี๊~~!!


เขาก็แค่เลือกที่จะมองลงเท่านั้นเอง!! ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นเลยนะ!!~ ><


“อ๊ะ!...”

มัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดจนไม่ได้ยินเสียงอะไรรอบข้าง...มาสะดุ้งเอาอีกทีก็ตอนถูกมือใหญ่ของเด็กอายุน้อยกว่าหลายปีรวบเข้าตรงเอวแล้วดึงเข้าไปกอดนี่แล่ะ..

“ตื่นนานแล้วหรอครับ?”เสียงทุ้มนุ่มกระซิบบางเบาที่ใบหูพลางวางใบหน้าคมตรงไหล่...

“กะ..ก็สักพักนึงเอง...”แจจุงหดคอนิดหน่อยเมื่ออีกคนแทบจะเอาหน้าฝังเข้าไปในซอกคอของเขาอยู่แล้ว...

“ทำไมไม่ปลุกผมล่ะ?”

“จะปลุกทำไมล่ะ? เห็นนอนสบายๆ..”

“ก็อยากได้มอร์นิ่งคิส..”

“เอ๊ะ! ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ ยุนโฮ!”มือขาวจับมั่นเข้าที่แขนใหญ่ที่โอบเอวเขาเอาไว้พลางพยายามยื้อออก และหันหลังไปหมายจะต่อว่าสักหน่อย...แต่พอหันไปก็รู้ตัวว่าเขาน่ะโคตรโง่เอง!!

ลืมไปแล้วหรือไง ว่าเด็กมันแม่งไม่ได้ใส่เสื้อออออออออออออ~~!!


“ผมอยากได้มอร์นิ่งคิสจากแฟน เอาใหญ่ตรงไหนกัน??”ไหนๆคนตัวเล็กกว่าหันหน้ามาแล้วยุนโฮก็ถือโอกาสดันอีกคนให้หลังติดระเบียงก่อนจะตามเอามือไปท้าวคร่อมไว้ตรงราวระเบียงพร้อมๆกับชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ...ยิ้มหวาน...


เต็มตาเลยว้อย!!!!!ทั้งอก ทั้งหน้าท้อง ทั้งกล้าม...และนั่น..กางเกงมันก็หมิ่นเหม่มว๊ากกกกกกกก!!! ทำไมมันไปอยู่ซะต่ำขนาดนั้นเลยล่ะเนี่ย??!!

“ทะ...ทำไมไม่ใส่เสื้อดีๆล่ะ!!!??? ออกมายืนตากลมแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก!!”

“ก็เสื้อพี่แจจุงมันตัวเล็กนี่น่า...ใส่แล้วก็อึดอัดอ่ะ...กางเกงนี่ก็เหมือนกัน...มันเต่อจะแย่อยู่แล้ว...”

“ครั้งหน้าก็เอามาเองซะสิ!”

เห้ย ไม่ได้ตั้งใจจะสื่อทำนองว่าจะให้เด็กมันมานอนค้างอีกนะ!!! ก็...ก็แค่...


“ครั้งหน้าผมคงไม่ค้างที่นี่แล้วล่ะ...”

“.......”

“พี่ไปค้างที่คอนโดผมดีกว่า...ทำอะไรจะได้สะดวกๆด้วย แถมพี่ก็ใส่เสื้อผมได้สบายๆอยู่แล้ว...”

“ยุนโฮ!!”

“ไม่สิ...พี่คงไม่ได้ใส่หรอกมั้ง ถึงเวลานั้นน่ะ...โอ้ย!!! พี่แจจุง~~”

มือเรียวขาดฟาดลงเต็มเหนี่ยวที่ต้นแขนไม่เบาพร้อมๆกับที่ตาโตค้อนขวับ

“คิดอย่างอื่นบ้างก็ได้นะ!”

“ผมล้อเล่นหรอก...เอ๊ะ...ไม่สิ...จริงๆผมก็พูดความจริงนี่น่า...อยู่ที่ว่าช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง...โอ้ย!! โอเคครับ โอเค...ผมยอมแล้วก็ได้...”โดนฟาดเข้าให้อีกรอบจึงยอมเก็บปากเก็บคำ...แต่ทั้งรอยยิ้มและสายตาที่ส่งมาไม่ได้เป็นไปตามที่พูดด้วยเลย...

ดูจะมีความสุขมากเลยนะกับการที่ได้แกล้งเขาแบบนี้เนี่ย!!!

ไม่รู้คิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ที่ตอบตกลงเป็นแฟนเด็กมันแบบนี้...ให้ตายเถอะ T^T


“หิวหรือยัง?...แม่พี่น่าจะทำข้าวเช้าเสร็จแล้ว จะลงไปกินเลยไหม?”

“ก็ได้ครับ”


อื้อ!!~ ตอบรับอย่างเดียวก็ได้นี่! จำเป็นต้องมาจงมาจูบเขาตรงขมับด้วยรึไง???

เพลียเหลือเกิน คิม แจจุงเพลียกับไอ้เด็กหล่อที่ขยันทำเขาแทบจะฆ่าตัวเองตายวันละหลายๆรอบนี่จริงๆ >____<



.......
....................


งง...

คือกำลังงงมากๆ....


ทำไมตื่นขึ้นมาแล้วเขาเห็นหน้าไอ้เด็กนี่ใกล้แบบนี้ล่ะ???

เดี๋ยวนะ นี่ปากเขาก็ถูกปากมันแนบอยู่ด้วยนี่!!!!!


นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่!!!!??????


ตาเรียวกระพริบตาปริบๆสองสามทีขณะที่สมองพยายามประมวลผลอย่างหนัก...อาจจะเป็นเพราะเพิ่งตื่นด้วย สมองเลยยิ่งทำงานช้าเข้าไปอีกเมื่อเจอเรื่องไม่คาดฝันตรงหน้า...

หลังจากอึ้งไปนานกว่าสิบกว่าวินาที...จุนซูก็รวบรวมแรงผลักเข้าที่อกของอีกคนเต็มแรง...หวังจะลุกขึ้นจากเตียงนั่น...แต่นอกจากจะดิ้นไม่หลุดแล้ว มือเล็กยังโดนรวบเข้ากับที่อกพร้อมๆกับที่ริมฝีปากร้อนของคนด้านบนแนบลงมาชิดยิ่งกว่าเก่าเสียอีก...

“อื้อ!!!~~...ยะ...ยูชอน!!”

จากที่พยายามต่อต้านแต่ก็ไม่ได้ผลแถมยังกลับกลายเป็นว่าจุนซูเองก็เริ่มโอนอ่อนตามเมื่อริมฝีปากคนด้านบนค่อยๆละเลียดยกออกเพียงนิดและแตะย้ำๆสองสามครั้งเหมือนเป็นเชิงขออนุญาต...

เมื่อไม่มีท่าทีขัดขืนเหมือนตอนแรก..ยูชอนก็ถอนหน้าออกมามองคนด้านล่างที่ปริือตานิดๆพร้อมๆกับที่ยึดเสื้อที่ไหล่ของเขาแน่น...สบตากันเพียงเสี้ยววิก่อนที่จะก้มหน้าลงไปประทับจูบใหม่ ริมฝีปากของผู้บุกรุกเผยอออกเล็กน้อย ขบเม้มริมฝีปากบนของจุนซูเบาๆก่อนจะสลับมาด้านล่างบ้าง...วนไปมาแบบนี้นานเป็นนาทีโดยไม่ได้รุกรานมากไปกว่านี้แต่อย่างใดก่อนจะตัดสินใจจูบแรงๆลงที่ปากเล็กทีนึงและถอนหน้าออกมา....

จุนซูที่รู้สึกถึงอิสระที่อีกคนมอบให้จึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา...สิ่งแรกที่เห็นก็ไม่ต่างจากตอนแรกที่เขาเพิ่งลืมตาตื่นสักเท่าไรหรอก...เพียงแต่มันไม่ใกล้เท่าและไม่มีอะไรมาปิดปากเขาเท่านั้นเอง...และนั่นทำให้เขาตระหนักในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสติแล่นเข้าหัว และพอรู้ว่าปากตัวเองเป็นอิสระแล้วก็เตรียมจะโวยเต็มเหนี่ยวใส่คนตรงหน้า

“ปาร์ค ยูชอน!!!!”

“ครับ?”เสียงนุ่มลึกตอบรับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแถมยังคงไม่กระเถิบออกไปไหนทำเอาจุนซูที่พยายามจะลุกขึ้นนั่งเป็นอันต้องล้มเลิกความคิดไป...

ก็ถึงแม้จะไม่ได้ยื่นหน้ามาแนบปากเขาแล้ว แต่ถ้าเขาลุกขึ้นนั่งทั้งๆที่ไอ้เด็กนี่มันยังนอนทับตัวเขาอยู่ล่ะก็ มันก็ไม่ต่างอะไรกับตอนแรกนักหรอก!! เพียงแค่จะกลายเป็นว่าเขาเอาปากตัวเองไปแนบกับเด็กมันยังไงล่ะ!!!!

“ยังจะมาครับอีก!! นาย..ทำ...ทำอะไรลงไป รู้ตัวรึเปล่า??!!!”

“ก็แค่...วัดไข้เท่านั้นเอง”

“ห๊ะ!!??”

“ก็วัดไข้ไง...ว่าผมหายป่วยแล้วจริงๆ...”

จุนซูยังคงทำตาโต พยายามประมวลผลตามเหตุผลที่ฟังยังไงก็ไม่ขึ้นของยูชอน...เสียงในลำคอเหมือนระเหิดหายไป นอกจากจะไม่เข้าใจแล้ว เขาก็ยิ่งจะเป็นบ้าตายให้ได้กับรอยยิ้มหล่อเหลาของไอ้เด็กนี่ด้วย!!!

ยูชอนลุกขึ้นนั่งก่อนบิดขี้เกียจ... “เดี๋ยวรอดูพรุ่งนี้อีกที...ถ้าพี่จุนซูไม่ป่วยก็นั่นแล่ะ แสดงว่าผมไม่มีเชื้อโรคเหลืออยู่แล้ว พี่ถึงไม่ติดจากผมไง..”

“..........”

“ผมหิวแล้วอะ...ไปหาอะไรกินกันเถอะ...นะครับ”

ไอ้...ไอ้....ไอ้เด็กบ้า!!!!!!

ไม่ต้องมายิ้มเลยนะ ไม่ต้องมายิ้ม!!!!! หิวก็ไปหาอะไรแดกเองเลยไปปปปปป!!!

ที่น่าโมโหกว่ารอยยิ้มสว่างไสวนั่นก็คือ เสียงหัวใจเขาเองนั่นแล่ะ!!! ถ้ามันจะดังจนกลบเสียงภายนอกและเสียงอื่นๆได้ขนาดนี้แล้วน่ะ...!!

ว้อยยยยยยย!!!~~~ ไอ้หัวใจไม่รักดี!!!!! แม่งงงงง T____T



....................
....................................


เช้าวันจันทร์...


“คิม จุนซู!!!”

ประตูห้องหนึ่งในคณะผู้บริหารถูกกระชากเปิดออกโดยไม่มีการเคาะก่อนแต่อย่างใด...แถมผู้บุกรุกก็ไม่ได้ใส่ใจถึงมารยาทดังกล่าวที่ควรทำที่ว่าด้วย...ซ้ำยังตะโกนเรียกชื่อเจ้าของห้องเสียงดังอย่างไม่เกรงอกเกรงใจเลยแม้แต่น้อย...

“หายหัวไปไหนมา?? เมื่อวานทั้งวันก็ไม่เห็นติดต่อกลับเลยนะ!”แจจุงใส่ไม่ยั้งกับคนที่ยังคงฟุบหัวอยู่กับโต๊ะ ไม่แยแสถึงการมาถึงของอีกคนเลยสักนิดเดียว...

“จุนซู!?”

ยังไม่กระดิก....

แจจุงชักเอะใจกับท่าทีเฉื่อยชาดังกล่าวจนแทบลืมความเคืองในตอนแรกไปหมดสิ้น...ร่างบางทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ตรงกันข้ามก่อนจะจับแขนของเพื่อนรักแล้วเขย่า.. “เห้...นายเป็นอะไรรึเปล่า?”

คนนอนก้มหน้าไม่ใส่ใจโลกในตอนแรกทำเพียงถอนหายใจแรงๆหนึ่งทีก่อนจะยอมเงยหน้าขึ้น...

สีหน้าอิดโรยอย่างกับคนอดนอนที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับเพื่อนตัวป้อมของเขาที่ปกติกินง่าย หลับเหมือนตายทำเอาแจจุงอดสะดุ้งไม่ได้...

นี่มัน..

โลมาแพนด้าชัดๆ!


“เห้ย! เมื่อคืนไม่ได้นอนรึไง? ทำไมหน้าตาถึงได้เหี่ยวแบบนี้ล่ะ?”

คนถูกถามทำเพียงส่ายหัว.. “โทษทีนะที่ไม่ได้โทรกลับ...มือถือแบตหมดตั้งแต่วันเสาร์แล้วน่ะ...กว่าจะมาเห็นก็เมื่อคืนตอนดึกๆแล้วก็เลยไม่ได้โทรกลับไป...”

“เรื่องนั้นช่างมันเหอะ...ว่าแต่นี่นายเป็นอะไรไปเนี่ย??”

จุนซูมองหน้าแจจุงอย่างครุ่นคิด...ปากเล็กถูกเม้มและคลายออกสองสามครั้งเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง แต่แล้วสุดท้ายเจ้าตัวก็เปลี่ยนใจ... “เอาเรื่องนายก่อนดีกว่า...โทรจิกฉันตั้งแต่สองวันก่อนแล้วไม่ใช่รึไง? มีอะไรล่ะ?”

ถ้าจะถามแจจุงเรื่องที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่แล้วล่ะก็...ท่าทางจะเสียเวลาเปล่า...

เพราะขนาดเรื่องของตัวมันเอง มันยังไม่ยอมรับความรู้สึกตัวเองเล้ย!

นับประสาอะไรกับเรื่องของคนอื่น...


“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะ! นายสัญญากับฉันแล้วนะว่าจะเคลียร์ให้ฟังทั้งหมด!...ไอ้ผู้ชายคนที่รับสายฉันน่ะ..ตกลงมันเป็นใครกันแน่?? ทำไมมารับโทรศัพท์นายได้ยังไง?? สองวันติดเลยด้วย!!...นี่แปลว่านายไม่ได้กลับบ้านใช่ไหม?!! นายแอบไปมีกิ๊กแล้วไม่ได้บอกฉันหรอ!? ทำไมอะ? เดี๋ยวหัดปิดบะ...”

“โว้ย!!! แจจุง!! หยุดได้แล้ว!! ฉันไม่ได้บอกว่าฉันจะไม่เล่าสักหน่อย...ก็แค่...”เสียงแหบหวานที่แหวกทะลุกลางปล้องขึ้นมาหายไปในลำคอกระทันหันขณะกำลังปรามเพื่อนรักที่พยายามจะเค้นเรื่องของเขาให้ได้จนต้องลุกจากเก้าอี้มาเขย่าตัวเขาเมื่อตาเรียวกระทบเข้ากับบางอย่าง...

ถึงจะไม่ได้ใหญ่มาก....

แต่ก็ชัดเจน....


“ว่าไงล่ะ?!! เงียบทำไมเนี่ย??”

จุนซูเพียงเงยหน้าจากจุดที่มองอยู่สบตากับแจจุงพลางเอ่ยเสียงเรียบ.. “นั่นรอยอะไร?”

“ห๊ะ??”

“รอยแดงๆ....ที่คอนายไง..”

มือขาวที่ตอนแรกจับอยู่ที่แขนของจุนซูรีบตะปบเข้าที่คอของตัวเองทันทีพลางรีบถอนหน้าตัวเองออกมา....

“ระ...รอยอะไร?...มะ..มีด้วยหรอ?”ถึงปากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่สองมือกลับปกปิดรอยดังกล่าวได้ถูกตำแหน่งพอดิบพอดี...

ตาเรียวของจุนซูหรี่ลงอย่างจับผิด...

“แจจุง...”

“อะ...อะไร?”

“อย่าบอกนะว่า....”

“.........”







“นายเสียตัวแล้ว??”











2BC





Talk

ตอนนี้มาเร็วกว่าตอนที่แล้วใช่ไหมนะ? ๕๕๕ จำไม่ได้แล้วว่าดองไปนานแค่ไหน แต่นี่ก็พยายามปั่นออกมาให้เร็วที่สุดแล้วละนะ ><

รู้สึกว่าตอนนี้โคตรไร้สาระ โคตรของโคตรเลย เน้นๆย้ำๆ ๕๕๕ เพราะแทบไม่ได้มีอะไรเลยอะ มีอยู่สามฉากป่ะ?? สั้นด้วย..๕๕๕๕๕ คือไงดีล่ะ เรื่องนี้พล๊อตมันก็มีอยู่สามบรรทัดตั้งแต่แรกแล้วอะนะ...อย่าคาดหวังเนื้อหาสาระกับมันเลยค่ะ หาไปก็ไม่เจอหรอก ๕๕๕๕๕

เป็นฟิกหวานๆ เรื่อยๆ ให้คนอ่าน อ่านไปตบโต๊ะ ตบคอม กัดผ้าห่มกันไป ๕๕๕

มีเพื่อนน้องสาวคนนึง (ไม่รู้ว่าอ่านจากในนี้รึเปล่า? ๕๕) ตามอ่านรีทวิตที่น้องสาวอันๆรีทวิตของอันๆไปตอนมีตโฮมินที่ไทเป..แล้วเขามาเห็นว่าทวิตเตอร์ที่อันๆทิ้งไว้ในนี้คืออันเดียวกัน เลยรีบโม้แตกกับน้องสาวใหญ่ ๕๕๕ น้องคะ ทิ้งคอมเม้นไว้ในนี้ก็ได้นะ พี่ไม่ว่าอะไรหรอก ๕๕๕๕๕๕ แต่ถ้าชอบหลังไมค์ก็ทวิตกับพี่ได้เลยค่ะ ไม่ต้องผ่านน้องสาวพี่ก็ได้จ้ะ ๕๕๕๕๕

อ่านคอมเม้นหลายๆคนแล้วอยากจะบอกว่า ไม่ใช่แค่คนอ่านหรอกนะ ที่จะระเบิดตัวเองตามคิมแจจุง คนแต่งยังอิชชี่เลย ๕๕๕๕ ง่ายๆว่าอยากมีแบบนี้บ้างอะไรบ้างนั่นแล่ะ ๕๕๕ เรื่องนี้ถึงจะแต่งจาก true story แต่มันก็ true อยู่เสี้ยวเดียวอะ นอกนั้นแต่งเองนะ กร้ากกกกก

เอาล่ะ ฟิกเรื่องนี้ก็ยังจะเรื่อยๆต่อไป ถ้าคนแต่งมีมุขมาเรื่อยๆนะ ยังบอกไม่ได้ว่ากี่ตอนจบ แต่คงไม่ยืดเยื้อมหากาพย์หรอกค่ะ มันจะสมหวังกันหมดแล้วเนี่ย ยื้อมากก็มีแต่น้ำ เดี๋ยวเลี่ยนกันซะเปล่าๆ เฮิกๆ... คงไม่ถึงยี่สิบตอนหรอกนะ... สิบห้าก็เก่งและเนี่ย = =”

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นและกำลังใจจากคนอ่านทุกคนนะคะ แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ ^^
 
PS. Follow me @an_square นะคะ :)

[Fic] Obajicon ::8:: [YunJae][YuSoo]

posted on 07 Jan 2012 00:38 by deumbeui  in Obajicon
Fiction : Obajicon 8
Pairing : YunhoXJaejoong, YuchunXJunsoo
Genre : Romantic Comedy
Author : Deumbeui
Author’s note : “ผู้ชาย....ไม่มีมดลูกนะ...””
Warning : [b]PG-15, อ่านเรื่อง Shotacon ก่อนนะคะ ไม่งั้นงงแน่นอนค่ะ มันเป็นฟิกภาคต่อกันเน้อ



“ยุนโฮ!”แจจุงพยายามจะเบี่ยงตัวหันไปคุยให้รู้เรื่อง แต่ก็รีบหันกลับแทบไม่ทัน เมื่อครั้งนี้แก้มของเขาไม่ได้โดนเพียงแค่เฉียดอีกต่อไป...

ไอ้เด็กมันยื่นหน้ามาหอมเขาเต็มๆเลยเนี่ย!!!!


“นี่...นี่มันอะไร???!!”แจจุงที่พยายามอย่างยิ่งยวดเบี่ยงตัวเองออกมาได้ก็ยกไอ้รูปเจ้ากรรมขึ้นตรงหน้าพลางถามเสียงตะกุกตะกัก...

ใช่รูปเขากับยุนโฮตั้งแต่สมัยสี่ปีก่อน...ที่เคยถ่ายด้วยกันในตู้สติ๊กเกอร์..ซึ่งแจจุงนั้นเก็บไว้เป็นอย่างดีที่ไหนสักแห่งในห้องนอน...

รูปที่อยู่ในกระเป๋าเงินยุนโฮ เป็นรูปสุดท้ายของเซ็ทที่ถ่ายกันวันนั้น... รูปที่เขาหันหน้ามาแล้วจมูกทั้งคู่ของพวกเขาชนกันพอดี...แต่ที่ทำให้เขาทั้งโคตรเขินโคตรอายคือข้อความที่อยู่ตรงมุมรูปต่างหาก...


‘My beloved, Jaejoong’


ยุนโฮกดยิ้มพลางก้มหน้าลงให้กับท่าทีคนตรงหน้า...



“ผมยังต้องอธิบายอะไรอีกหรอ? พี่แจจุง”

แจจุงพูดอะไรไม่ออก...จริงของเด็กมัน... ถ้าแค่นี้เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาเพิ่งเห็นนั้นแปลว่าอะไรก็งั่งเต็มทีแล้ว... จะมาแอ๊บไม่รู้ก็เกินไปมั้ง อายุอานามปานนี้ ทำอะไรแบบนั้นไม่มีทางจะถูกเรียกว่า ‘น่ารัก’ แน่ๆล่ะ...แต่ที่เขาถามออกไปแบบนั้นเพราะมันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้ดีไปกว่านี้แล้วต่างหาก...จริงๆนะ เขาพูดอะไรไม่ได้ คิดไม่ออก สมองว่างเปล่า... แถมยังรู้สึกว่าหน้าร้อนจนจะระเบิด ใบหูเหมือนกำลังจะไหม้...

“จริงๆก็แอบเสียดายอยู่นะ กะว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปอีกสักพัก เพราะท่าทางของพี่เวลาทำอะไรไม่ถูกมันน่ารักดี...”เด็กหนุ่มพูดต่อโดยไม่สะทกสะท้านพลางก้าวมาข้างหน้าร่นระยะทางระหว่างเขาสองคนยิ่งเหลือน้อยลงไปทุกที...

อกเปลือยของยุนโฮกำลังทำให้แจจุงยิ่งตาลาย...เขาจำได้ว่าเขาให้เสื้อผ้าเด็กมันเข้าไปเปลี่ยนด้วยไม่ใช่เรอะ?!!! แล้วทำไมออกมาแค่ผ้าพันท่อนล่างแบบนี้ล่ะ!!!!????

“ยิ่งเวลาพี่หน้าแดง พี่รู้รึเปล่าว่าผมต้องห้ามใจแค่ไหนที่จะไม่จับพี่จูบน่ะ..”

“ดะ...เด็กบ้า!! มันจะมากไปแล้วนะ! นี่ถ้าพี่ไม่มาบังเอิญ(เสียมารยาท)มาเห็นรูปเองแบบนี้ คิดจะแกล้งพี่ไปอีกนานแค่ไหนกัน?!!”

ยุนโฮยักไหล่ “ไม่รู้สิ...ผมก็คิดอยู่นะ ว่าจะหาทางบอกพี่ยังไงดี...เพราะรู้อยู่แล้วว่าพี่ไม่มีทางเอ่ยปากถามหรือพูดอะไรก่อนแน่ๆ...แต่แบบนี้ก็ดีแล้วไง...พี่ก็รู้แล้วนี่ครับ”พอพูดจบประโยคก็พลางฉีกยิ้มหน้าบานให้เป็นของแถม...

แจจุงก้มหน้ากัดปากแดงข่มความรู้สึกต่างๆที่พากันพลุ่งพล่านขึ้นมา..

มันน่าเหลือเชื่อเกินไป...ทุกอย่างมันเหมือนฝัน...ยากที่จะเชื่อได้เหลือเกิน...


“ถ้าตอนนี้ยุนโฮกำลังล้อพี่เล่นแล้วล่ะก็..รีบบอกพี่มาซะ...พี่จะถือซะว่าไม่ได้ยินอะไรและจะไม่โกรธอะไรที่เราเล่นแบบนี้ด้วย...”

“โธ่ พี่แจจุง! ขนาดนี้แล้ว พี่ยังคิดว่าผมล้อเล่นอยู่อีกหรอ?...”

“......”

ยุนโฮถอนหายใจพลางเดินเข้ามาอีกก้าวและคว้ามือขาวนุ่มไปกุมไว้... “ตอนที่พี่กลับไปแล้ว...ผมเองก็คิดว่าตัวเองคงจะไม่ได้อะไรมากมาย...ผมเองก็ยังเด็กมากตอนนั้น..ก็คิดว่าอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบ..ที่อาจจะแค่ติดใจพี่คนนึง...แต่พี่แจจุงรู้ไหม? ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี เรื่องของพี่มักจะผุดขึ้นมาในหัวของผมเสมอ...ถึงแม้ผมจะคบกับใครแต่ผมก็ไม่เคยลืมพี่...จนพอมารู้ว่าโรงเรียนมีโครงการแลกเปลี่ยนนักกีฬา ผมก็เลยตัดสินใจสมัคร..เพียงเพราะคิดว่าอาจจะเจอพี่ก็ได้...”

ยุนโฮมองคนตรงหน้าที่ยังจ้องตัวเองไม่กระพริบตา... “อาจจะฟังดูบ้านะ ฮ่ะๆ แต่บอกตามความจริง พอได้ยินแค่ว่าจะได้ไปเกาหลี เรื่องของพี่ก็เข้่ามาในหัวผมอย่างแรกเลย...แล้วก็..นั่นแล่ะ ผมก็ขอพ่อแม่ ทำเรื่อง แล้วก็มาที่นี่...ตอนรู้ว่าพ่อแม่ผมติดต่อพี่ได้และจะให้พี่มารับผมที่สนามบิน ผมนี่ตื่นเต้นจนนอนไม่ได้ตลอดทริปเลยล่ะ...”ถึงตรงนี้เด็กหนุ่มเขินอายจนต้องเสหลบตามองพื้นเล็กน้อยก่อนจะเงยขึ้นมาใหม่...

“จริงๆแล้วที่ผมมาที่นี่ก็เหมือนมาพิสูจน์ความรู้สึกตัวเองด้วยนะ...ว่าผมคิดยังไงกับพี่กันแน่...ถ้าไม่ได้เป็นอย่างผมก็คิดว่าผมไม่ได้เสียเปล่าอะไร...ก็คิดซะว่าเหมือนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และก็มาเยี่ยมบ้านเกิดตัวเอง...แต่เพียงแค่วินาทีแรกที่ผมเห็นหน้าพี่ ผมก็บอกตัวเองได้ทันทีว่าคำตอบคืออะไร...”

ถึงตรงนี้แจจุงรู้สึกว่าลมหายใจเกิดติดขัดขึ้นมาอย่างกระทันหัน...เหมือนไม่มีอากาศให้เขาได้สูดหายใจเข้าปอด...มือขาวคว้าเอาชายเสื้อขึ้นจับอย่างทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นไปทุกที...

“แต่...พี่เป็นผู้ชายนะ...”

เด็กหนุ่มยักไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะดึงอีกคนเข้ามารวบไว้หลวมๆ มือใหญ่ประสานกันตรงเอวเล็กอย่างถือวิสาสะ... “ถ้าจุดนั้นมันจะเป็นปัญหา ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอกครับ”

“แต่ผู้ชาย.....”

“...?..”

“ผู้ชาย....ไม่มีมดลูกนะ...”

ยุนโฮฟังข้ออ้างนี้แล้วหลุดหัวเราะ...ตาคมจ้องไปยังใบหน้าขาวที่ก้มหน้าไม่ยอมเงยมองเขาเลยสักนิด... “เชื่อเถอะ ว่าตอนนี้สาวๆหลายคนคงกำลังอิจฉาพี่ซะจนวิ่งต่อคิวตัดมดลูกออกกันแทบไม่ทันเลยล่ะ...”

แจจุงเงยหน้าค้อนอีกคนให้วงใหญ่..

“หลงตัวเอง...”อุบอิบเสียงเบาก่อนจะเสมองไปทางด้านอื่นที่ไม่ข้างหน้าที่มีอกกว้างน่าซบหรือด้านบนที่มีสายตาแพรวพราวของอีกคนจ้องมาไม่หยุด...

หัวใจเจ้ากรรมตอนนี้เรียกได้ว่าเต้นแรงซะจนเหมือนหยุดเต้นไปแล้วก็ว่าได้...แจจุงไม่รู้จะพูดอะไรออกไป..เพราะยังคงเหมือนไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น...และดูเหมือนยุนโฮเองก็ดูออก...

“พี่แจจุงไม่เชื่อผมหรอ?..”

พอได้ฟังประโยคนี้ร่างบางก็ได้ก้มหน้าต่ำลงไปอีก...แจจุงเม้มปากตัวเองแน่น... “ก็...ไม่รู้สิ เราไม่ได้ติดต่อกันเลยสี่ปี...พี่ก็เลย..”

“ก็อย่างที่ผมบอก ผมไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสมาเจอพี่อีก...ตอนนั้นไม่ใช่ว่าผมไม่อยากติดต่อพี่นะ..แต่กลัวว่าผมจะอาการหนักขึ้นเท่านั้นแล่ะ...พี่คิดว่าผมจะไม่ขาดใจตายเลยรึไง? ถ้าเกิดติดต่อกันแล้วไม่ได้เจอพี่เลยล่ะ? ขนาดไม่ได้ติดต่อพี่เลยตั้งสี่ปี แต่นอกจากเรื่องกีฬาแล้ว ก็มีแต่เรื่องพี่แจจุงนั่นแล่ะ ที่ผมหยุดคิดไม่ได้สักที...”

โอ้ย!! อยากจะตะโกนออกไปว่าพอแล้วก็ได้!! ทีก่อนหน้าไม่เคยพูดอะไรออกมาเลยสักอย่างเดียว ปล่อยเราหมกมุ่นอยู่กับความคิดตัวเองเป็นนาน..

พอมาตอนนี้ดันพูดเอาๆกะเอาให้เขาเขินตายให้ได้เลยใช่ไหมนะ??!! >///<


เกิดความเงียบชั่วขณะ แต่ก็ไม่ถึงกับอึดอัด...ยุนโฮรู้ดีว่าแจจุงคงกำลังประมวลผลหลายๆอย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้น...เด็กหนุ่มไม่เร่งรัดอะไร ทำแต่เพียงแต่เกี่ยวปลายผมข้างหูของอีกคนฆ่าเวลาแทน...

แจจุงกำลังควบคุมสติที่หลุดกระเจิงให้กลับมา...เขาทั้งดีใจ ตกใจ โล่งใจหลายๆอย่างปนเปกันไปหมด....วูบแรกเขาอยากจะตะโกนก้องให้โลกรู้ว่าเขาดีใจแค่ไหน และอยากจะโผกอดเหมือนเด็กสาวทั่วไปที่มีชายหนุ่มที่แอบชอบมาสารภาพรัก... แต่แล้วข้อเท็จจริงในชีวิตหลายๆอย่างก็ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นพลันดับวูบไป เหลือเพียงแต่ความกลัว กังวล ซึ่งทำให้เขาที่กำลังจะยกยิ้มให้กลับกลายเป็นเพียงประโยคตัดพ้อถึงในสิ่งที่ตัวเองกำลังคิด....

“ยุนโฮยังเด็กนะ...ยังมีโอกาสเจอใครอีกตั้งมาก...พี่เองก็อายุขนาดนี้แล้ว....คงไม่ดีที่เรา....”

“ถ้าความสูงไม่เป็นปัญหาในแนวราบแล้วล่ะก็...เรื่องอายุก็เหมือนกันนั่นแล่ะครับ”

“ยุนโฮ!!!”

“ก็พี่ไม่เลิกหาข้ออ้างสักทีนี่น่า...พี่จะอายุแค่นั้น ผมจะอายุแค่นี้แล้วยังไง? เราจะรักกันไม่ได้หรอ?? หรือว่าพี่ไม่ได้คิดแบบเดียวกับผม?”ประโยคเรียบง่ายแต่สื่อความหมายตรงตัวที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากเด็กอายุสิบเจ็ดปีอย่างหนักแน่น...ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในแววตาที่สั่นไหวของอีกคนอย่างแน่วแน่...ทำเอาแจจุงต้องหลบตาเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้...แถมยังคำถามที่ทำเอาอีกคนแทบจะปฏิเสธไม่ทัน...

“ไม่ใช่นะ! เอ้ย พี่หมายถึงพี่ไม่ได้หาข้ออ้าง...พี่....”

“.....”

“เอ่อ...พี่.....”น้ำเสียงตะกุกตะกัก รู้สึกว่าการที่จะหาคำพูดมาเติมให้เต็มประโยคนั้นช่างยากลำบากเหลือหลาย...มือเรียวสวยบีบเสื้อที่อยู่ในกำมือแน่นเข้าไปอีก...

เด็กหนุ่มที่ยืนจ้องมองท่าทางคนที่อายุมากกว่าอยู่หลายปีทำอะไรไม่ถูกก็ได้แต่ลอบอมยิ้มก่อนจะฉวยเอามือข้างหนึ่งของแจจุงและจูบแรงๆหนึ่งทีลงที่หลังมือนั่น...

“ว่าไงครับ?”

พอเถอะ! ถ้าจะทำกันขนาดนี้แล้ว จับอุ้มฟาดเขาลงเตียงขึ้นคร่อมเลยก็ได้นะ!!!! ถ้าจะจูบไม้จูบมือแล้วเอาสายตาอ้อนๆนั่นมาจ้องกันแบบนี้น่ะ!!!!!

งื้อ!!!!~~~ ><


นี่เขากำลังจะแพ้แล้วสินะ?....

แพ้...

แพ้ให้กับหัวใจตัวเอง...

ไม่สิ...


ที่จริง...

เขาแพ้ตั้งนานแล้ว....

แพ้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกับยุนโฮตั้งแต่สี่ปีที่แล้วต่างหากล่ะ....


แจจุงก้มหน้าต่ำจนแทบจะมิดคางก่อนจะเป็นฝ่ายขยับตัวเข้าใกล้อีกคนและซบหน้าร้อนๆลงกับอกกว้างตรงหน้า... “ไม่ได้หลอกคนแก่เล่นใช่ไหม?..”

“ผมบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาพี่ขนาดนี้แล้ว...ยังคิดว่าผมล้อเล่นอยู่อีกหรอ?”มือใหญ่ของเด็กกระชับร่างเล็กให้จมสู่อ้อมกอด...ใบหน้าคมแนบลงข้างๆใบหูของอีกคนที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ารัก...

“ใครจะไปรู้ล่ะ? ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเราเอาแต่แกล้งพี่รึไง?”

“ผมจริงจังต่างหากล่ะ..ถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาแกล้งพี่ขนาดนี้ไง...”

มือขาวทุบอกแกร่งเบาๆ.. “เห็นไหมล่ะ!!??”

ยุนโฮหัวเราะอย่างมีความสุขก่อนจะผละอ้อมกอดออก...พยายามสบสายตากับคนตรงหน้าที่เอาแต่หลบสายตาเขาให้วุ่นวาย...


“เป็นแฟนกับผมนะ?..”

แจจุงที่พยายามหลบเลี่ยงสายตาหยุดชะงักความคิดทุกอย่างพลางเงยหน้าสบตาคมอย่างลืมตัวก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อได้ยินประโยคที่แสนธรรมดา แต่ไพเราะจับใจในความรู้สึก...ตาหวานที่ช้อนมองเด็กหนุ่มถูกทำให้เป็นขีดเพียงเพราะรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า..แจจุงพยักหน้าเบาๆและหลับตาลงอัตโนมัติเมื่อใบหน้าคมหล่อเหลากำลังแย้มยิ้มและเลื่อนใกล้เข้ามาทุกที...

อีกเพียงลมหายใจกั้นเท่านั้น...

ช่วงเวลาสี่ปีของคนทั้งสอง...กำลังจะได้ถูกเติมเต็ม...



“แจจุง ยุนโฮ!! ลงมาได้แล้วลูก...พ่อใกล้จะถึงบ้านแล้วนะ! มาช่วยแม่เตรียมข้างล่างหน่อยเร็ว...!!”



ทั้งคู่สะดุ้งตัวโยนและหยุดชะงักพร้อมๆกัน...เป็นยุนโฮเองที่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงพลางแนบหน้าผากตัวเองกับอีกคน...มือใหญ่โอบเอวเล็กไว้หลวมๆ...

“ทีนี้ พี่รู้หรือยังล่ะ? ว่าทำไมผมถึงไม่อยากอยู่ทีนี่กับพี่..แต่เลือกไปอยู่คอนโดคนเดียวแทน?”

“........”

ยุนโฮถอนหน้าออกมาก่อนจะจูบปากแดงตรงหน้าเร็วๆหนึ่งที....“ถ้าอยู่กับพี่แล้วต้องโดนขัดจังหวะบ่อยๆแบบนี้ผมได้ขาดใจตายพอดี...จะทำอะไรก็ไม่สะดวก..ดังนั้นพี่แจจุงเลิกคิดมากได้แล้วนะ ผมรู้นะว่าตอนนั้นพี่งอนที่ผมบอกว่าอยากออกไปอยู่คนเดียวมากกว่า...”

“ปะ...เปล่า...เปล่างอนสักหน่อย! และนี่ในสมองคิดแต่เรื่องแบบนั้นรึไง??!!”

“ก็ช่วยไม่ได้ ผมเป็นผู้ชายนะครับ..ไม่คิดก็แปลกแล้ว...”

แล้วเขาไม่ใช่ผู้ชายรึไงวะ?????!!! เด็กบ้า!! = =”


“ขอจูบอีกทีนะ..”ไม่พูดเปล่ากำลังจะกระชากอีกคนมาทำอย่างที่ว่าจริงๆ...แต่ก็โดนสองมือของอีกคนปิดปากไว้เสียก่อน...

“ดะ...เดี๋ยวสิ ถ้าแม่ขึ้นมาตอนนี้จะทำไง?... รีบลงไปข้างล่างก่อนเถอะ...”

“ผมรอมาตั้งสี่ปีนะ พี่แจจุง...ให้ผมได้จูบคลายความคิดถึงหน่อยเถอะ...”

“นี่! อ๊ะ...! ยุนโฮ เดี๋ยวสิ!...หยุดเลยนะ! อื้อ!!~”

ในวินาทีที่ริมฝีปากหยักประทับลงกลีบปากสีแดงสด...เสียงหวานถูกกลืนหายไปแทบจะทันที...ถึงแม้ตอนแรกแจจุงเองจะเป็นฝ่ายต่อต้านแต่สุดท้ายแล้วก็ต้องโอนอ่อนและพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกตัวเอง...

แน่นอนว่าที่ต่อต้านตอนแรกไม่ใช่เพราะรังเกียจอะไร..ไม่ได้จะเล่นตัวด้วยนะ..แต่บางทีก็ตื่นเต้นได้ไหมล่ะ??!! ขอเวลาทำใจบ้างอะไรบ้างเหอะ...ปกติเคยแต่โดนจุ๊บนิดหน่อยๆ แถมเป็นแบบเฉียดไปเฉียดมาด้วย...ไม่ใช่แบบที่ลิ้นของอีกคนแทบจะกลืนกินเขาทั้งตัวแบบนี้นี่น่า!! >//<

เพราะมันเกิดอยู่ทวีปตะวันตกของโลกหรือไงนะ ถึงได้จูบเก่งขนาดนี้เนี่ย??!!! .///////.


ถึงแม้นี่จะไม่ใช่จูบแรกของเขา...

แต่มันก็เป็นจูบแรกระหว่างเขาสองคน...

จูบที่แสดงออกถึงความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย...

จูบที่คิม แจจุงจะไม่มีวันลืม...


ถามว่าทำไมถึงไม่ลืมน่ะหรอ??

ก็เพราะกว่ายุนโฮจะปล่อยแจจุงมาได้...คุณนายคิมต้องตะโกนขึ้นมาเรียกอีกรอบเพราะหายเงียบไปเกือบสิบนาทีตั้งแต่เรียกไปรอบแรกแล้วน่ะสิ! ^^


.........
....................


ข้ามต้มร้อนควันฉุยส่งกลิ่นมาแตะจมูกคนป่วยเมื่อตอนที่จุนซูเปิดประตูห้องเข้ามา...ยูชอนพยายามลืมตาอันหนักอึ้งขึ้นก็ได้เห็นภาพคนตัวเล็กค่อยๆประคองชามข้าวต้มวางลงที่โต๊ะข้างหัวเตียง...

“เอ่อ...มันออกจะ..เละกว่าชามแรกหน่อยนะ...ถ้ามันกินไม่ได้ยังไง..เดี๋ยวฉัน...”

“ป้อนหน่อย”

“ห๊ะ?”

“ป้อนผมหน่อย..”

“อะ..อะไรเล่า??!! ทำให้แล้วฉันยังต้องป้อนอีกรึไง??”

ยูชอนค่อยๆยันตัวเองขึ้นมาก่อนจะทิ้งหลังพิงกับหัวเตียง..ตาเรียวคมปรือมองคนด้านข้างไม่พูดอะไร...แต่สีหน้าท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่ารอการตอบสนองของอีกคนอยู่...

จุนซูมองหน้าเด็กป่วยสลับกับมือที่เข้าเฝือกไปมาก่อนจะถอนหายใจ...มือเล็กลากเก้าอี้ที่เขาใช้นอนเฝ้าไข้ตั้งแต่บ่ายมาก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงแรงๆและคว้าชามข้าวต้มมาวางไว้บนตัก.. “อ้าปากสิ!”

หนอย..พอใจดีเข้าหน่อยก็เอาแต่ใจใหญ่เลยนะ! ไม่น่าใจดีด้วยเลยให้ตายเถอะ! รู้งี้ไปหาแจจุงแล้วปล่อยให้อดข้าวอดน้ำนอนป่วยซมอีกสักคืนไปเลยน่าจะดีกว่า!!

ยูชอนอมยิ้มกับท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงของจุนซูก่อนจะอ้าปากตามที่ถูกสั่งแต่โดยดี...ข้ามต้มเละไม่เละ อร่อยไม่อร่อย เอาจริงๆเขาไม่รู้หรอก... ไม่ใช่เพราะว่าป่วยด้วยนะ...แต่เพราะจิตใจมัวแต่สนใจอย่างอื่นมากกว่าข้าวต้มเท่านั้นเอง...

ก็สีหน้าจริงจังเวลาเป่าข้าวต้มและอ้าปากตามเวลาป้อนเขานั้นมันน่ารักชวนมองน้อยเสียที่ไหนล่ะ?

ถึงตอนแรกจะทำทีรำคาญ...แต่สุดท้ายก็ตามใจเขาทุกอย่างอยู่ดี...

ชักจะน่ารักไปแล้วนะ คิม จุนซู...


เมื่อข้าวต้มช้อนสุดท้ายหมดลง...จุนซูก็คว้ายาที่อยู่หัวเตียงส่งให้ยูชอนพร้อมกับน้ำหนึ่งแก้ว...หลังจากนั้นก็หายตัวลงไปล้างชามที่ครัว...ขึ้นมาอีกทีก็เห็นเด็กหนุ่มนอนขดอยู่ในผ้าห่มเป็นที่เรียบร้อย...

จุนซูทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ข้างๆเตียงก่อนจะไล่สายตามองดูใบหน้าคมอย่างเผลอไผล...

สีหน้าของยูชอนตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว...ถึงจะยังซีดเซียวอยู่นิดหน่อย....มือกลมป้อมยกขึ้นปัดปอยผมที่เกะกะใบหน้าออกก่อนจะกระชับผ้าห่มให้มิดชิดยิ่งขึ้น...

เฝ้าอีกสักพักแล้วค่อยไปหาแจจุงก็แล้วกัน....


.
.
.



Ring~~~~~~ Ring~~~~~~ Ring~~~~~~ Ring~~~~~~

“ฮัลโหลครับ...”

“คิม จุนซู!!! กว่าจะรับโทรศัพท์ได้นะ!!! ออกมาเจอฉันเดี๋ยวนี้เลย!! Urgent มาก!!!”

“.......”

“ฮัลโหล?? ได้ยินไหมเนี่ย???”

“พี่จุนซูหลับอยู่ครับ...มีอะไรฝากไว้ก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวเขาตื่นแล้วผมจะบอกให้..”

ห๊ะ!!???

แจจุงยกโทรศัพท์ออกมามองหน้าจอเหมือนจะค้นหาคำอธิบายว่าทำไมจุนซูยังไม่กลับบ้านกลับช่องตัวเองสักทีตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แถมยังมีผู้ชาย..ชื่ออะไรนะ...ปาร์คๆไรสักอย่างมารับโทรศัพท์ทุกครั้งที่เขาโทรไปทุกทีสิน่า...

“ฮัลโหล...”

“อะ...เอ่อ....งั้นไม่เป็นไร..แล้วจะโทรไปใหม่ก็แล้วกันครับ”

สายตัดไปแล้ว...มือใหญ่ก็วางโทรศัพท์ลงที่เดิมอย่างไม่หยี่หระใดๆ..ยูชอนที่ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ของอีกคนที่ดังไม่หยุดพยายามลืมตาสู้กับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา..เช้านี้เขารู้สึกดีขึ้นมาก...ไข้ลดหมดแล้ว แถมไม่ปวดหัวไม่มึนหัวแล้วด้วย...

ตาเรียวคมกระพริบอีกทีสองทีพร้อมๆกับที่สมองพยายามประมวลกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น...ถ้าโทรศัพท์ของคนตัวเล็กยังอยู่ที่นี่แสดงว่าจุนซูยังไม่ได้กลับบ้าน...และเขาก็แทบไม่ต้องเสียเวลาไปหาที่ไหนเพราะเพียงแค่หลุบตาลงก็พบกับคนที่ว่ากำลังนอนซุกตัวกลมอยู่กับอกของเขา...

มุมปากกดยิ้มอย่างไม่รู้ตัวเพียงรับรู้ว่าคนที่มองหากำลังหลับพริ้มอย่างมีความสุข...บนเตียงกับเขา..

ทั้งคืน...


ใบหน้าคมพินิจมองใบหน้าคนหลับนานเท่าไรไม่รู้...รู้ตัวอีกทีก็เมื่อตอนที่ตาเรียวของอีกคนลืมตาขึ้นมามองตอนที่ใบหน้าของเขาสองคนอยู่ใกล้กันซะจนปลายจมูกสัมผัสกัน...

ยูชอนแทบไม่เหลือสติอะไรให้คิดอะไรอีกแล้วเพียงได้สบนัยน์ตาคู่ใสนั่นบวกกับกลิ่นหอมๆจากคนตรงหน้า...

ยังไม่ทันที่จุนซูจะได้เอ่ยพูดอะไร เขาก็ถูกแนบเข้ากับริมฝีปากร้อนๆของยูชอนซะแล้ว...





2BC




Talk

ตอนนี้เขียนนานมาก T___T ไม่รู้ทำไมอะ รู้สึกแค่ว่ามีพลอตนะ แต่เขียนไม่ได้ดั่งใจเลย จริงๆคิดจะลบทั้งหมดแล้วเขียนใหม่มากๆ แต่แบบ เกรงใจ ถ้าทำแบบนั้นคนอ่านรอไปอีกเดือนแน่ๆ ๕๕๕ ช่วงนี้อันๆไม่ค่อยมีเวลาว่างพิมพ์เลย พอมี ก็ง่วงนอน หรือไม่ก็เนี่ย รู้สึกว่าพิมพ์แล้วไม่ได้เรื่อง ก็เลยเหมือนผลัดไปเรื่อยๆ รออารมณ์มา แต่มันไม่ได้แล้วล่ะ เพราะอันๆมีเวลาปั่นน้อยมากๆ ต่อให้รอไป อารมณ์ก็ไม่มาหรอก เพราะเวลาปั่นฟิกมีแต่ตอนกลางคืน ผลัดไปก็มีค่าเท่ากัน คือก็พิมพ์ไม่ออกนั่นเอง = =”

หวังว่ามันจะยังถูไถไปได้นะคะ อันๆรู้สึกว่าฟิกเรื่องนี้กราฟดิ่งลงมาก ย้อนไปอ่านตอนแรกๆ อันๆพิมพ์ทั้งเร็วและดีกว่านี้เยอะอะ รู้สึกตัวเองถดถอย แย่จัง T__T

ถ้าอ่านแล้วไม่ค่อยได้อารมณ์ ไม่ถึงขั้น อันๆขอโทษไว้เลยน้า... ไว้ตอนนั้นจะพยายามให้ดีกว่านี้ ทำงานน้อยวันลง อาจจะช่วยได้บ้าง ปิดเทอมเหมือนไม่ได้ปิดอะค่ะ ทำงานเต็มหมดเลย เง้อ~

ปล. นี่ก็เพิ่งได้ฤกษ์อัพ ดีเลย์โคตรๆเลย ๕๕๕ ใครอยากอ่านเกี่ยวกับที่อันๆไปมีตโฮมินที่ไต้หวันก็คลิกเข้าไปเวิ่นกันในบล๊อกละกันนะคะ เพราะคงแอบยาว แต่ก็อาจจะไม่มาก ลืมๆไปบ้างแล้ว ดูเสร็จไปเดือนนึงเพิ่งมาพิมพ์ ๕๕๕๕ หลักๆอันๆอัพไปแล้วในทวิตเน้..
จิ้มเลยเน้ >>  http://an-square.exteen.com

@an_square ฟอโล่วกันมาแล้วกันค่ะ ในนี้จะอัพเดทเร็วกว่าบล๊อกล้านปีแสง เวลามีอะไร... จะฟอลมาทวงฟิกหรือคุยเรื่องฟิกก็ได้นะคะ หรือจะเป็นเรื่องห้าหนุ่มทงบังก็ยินดีค่ะ ^^

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ :)

[Fic] Obajicon ::7:: [YunJae][YuSoo]

posted on 28 Dec 2011 00:42 by deumbeui  in Obajicon
Fiction : Obajicon 7
Pairing : YunhoXJaejoong, YuchunXJunsoo
Genre : Romantic Comedy
Author : Deumbeui
Author’s note : “แอบดูของคนอื่น นิสัยไม่ดีเลยนะครับ”
Warning : PG-15, อ่านเรื่อง Shotacon ก่อนนะคะ ไม่งั้นงงแน่นอนค่ะ มันเป็นฟิกภาคต่อกันเน้อ



“ชางมิน!”


“สวัสดีครับ พี่แจจุง”ชายหนุ่มรูปร่างสูงเพรียวนามชิม ชางมินที่ว่าเดินเข้ามาในวงสนทนาพลางยิ้มหล่อเหลาทักทายกับคนหนึ่งแต่กับอีกคนเพียงหันหน้าไปก่อนเอ่ยเสียงเรื่อยๆ...“อีกสิบนาทีประชุมจะเริ่มแล้วไม่ใช่หรอพี่จุนซู? สายแบบครั้งที่แล้วเดี๋ยวก็โดนดุอีกหรอก...”

“นี่ไปเป็นเด็กฝึกงานแผนกบอร์ดบริหารแล้วรึไง ถึงได้รู้มันไปทุกเรื่องแบบนี้น่ะ ห๊ะ?”จุนซูที่เหล่ตามองค่อนอย่างมาดร้าย...

“ไม่จำเป็นหรอกครับ เรื่องแค่นี้ไม่เกินความสามารถผมหรอก...ว่าแต่ถ้าพี่ไม่รีบถ้าสายผมไม่ช่วยแก้ตัวด้วยนะ...ขอตัวก่อนนะครับพี่แจจุง พอดีเดี๋ยวช่วงสายฝ่ายมาร์เกตติ้งก็จะมีประชุมเหมือนกัน ผมขอตัวไปเตรียมเอกสารก่อนนะครับ”

ท่าทางเลือกปฏิบัตินั่นทำเอาจุนซูแทบอยากจะหาอะไรขว้างใส่หัวเหลือเกิน...แต่เจ้าตัวก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตะโกนไล่หลัง.. “ฝากไว้ก่อนเหอะ ไอ้เด็กแสบ!!”

แจจุงได้แต่หัวเราะกับท่าทางเพื่อนรัก...ทั้งเขาและจุนซูสนิทกับชางมินตั้งแต่เรียนมหาลัยด้วยกัน...รู้จักกันเพราะกิจกรรมมหาลัย...ด้วยความเป็นอัจริยะบุคคลที่ออกจะมีมากกว่าเด็กทั่วไป..ชางมินจึงสอบเข้าหลักสูตรบริหารธุรกิจสาขาการจัดการที่เรียนห้าปีจบปริญญาโทของมหาลัยได้...ในตอนนี้ก็เรียนอยู่ปีสุดท้ายและมาฝึกงานในแผนกมาร์เกตติ้งของบริษัทที่เขาและจุนซูทำงานอยู่นี่แล่ะ...

“พูดถึงประชุม...จริงๆแล้วหัวหน้าแผนกโทรมาเมื่อกี๊ว่าถ้าถึงแล้วให้เข้าพบด่วน เรื่องอีเว้นของบริษัทอาทิตย์หน้า...ฉันต้องไปละเนี่ย...นายเองก็รีบๆไปได้แล้วนะ!..”แจจุงว่าแค่นั้นก่อนจะเสมองนาฬิกาข้อมือและกำลังจะจากไปอย่างเร่งรีบ...แต่ไม่วายหันมาหาเพื่อนรักที่ยังยืนอยู่ที่เดิมอีกรอบพลางยิ้ม.. “และนี่...อย่าลืมมาอัพเดทเรื่องโจทก์ของนายให้ฟังด้วยนะ...!”

จุนซูที่มองแจจุงจนลับตาไปได้แต่ค่อนในใจกับตัวเอง...

อัพดงอัพเดทอะไรล่ะ!!?? นั่นมันก็แค่คนที่ต้องรับผิดชอบให้มันจบๆไปก็แค่นั้น...คนที่ควรจะต้องพูดประโยคนั้นมันเขาไม่ใช่รึไง?? ตั้งแต่ไอ้เด็กยุนโฮนั่นกลับมา...ยังไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตาเลยนะเหอะ!!! แล้วนี่มาพูดเหมือนเขากับไอ้เด็กยูชอนนี่จะติดต่อกันไปเรื่อยๆอย่างนั้นแล่ะ...

แขนเด็กมันหายเมื่อไรก็เมื่อนั้นแล่ะ!!

ดีซะอีก...เขาจะได้ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าอีกต่อไปแล้ว..

ไม่ต้องขับรถอ้อมโลกเพื่อไปรับเด็กมันแล้วก็ส่งเข้าโรงเรียนแล้วต้องขับย้อนกลับมาที่บริษัทอีกแล้ว...

ไม่ต้องมาคอยลุ้นว่าจะเข้างานหรือประชุมตอนเช้าสายอีกแล้ว...

แค่คิดก็ดีใจจะแย่อยู่ละ...ดีใจ...

ดีใจมากๆ....



หรือเปล่านะ??....



....................
...............................




ช่วงอาทิตย์หลังจากนั้นแจจุงกับยุนโฮก็มีเจอกันบ้างแต่ก็ไม่ได้ทุกวัน....เพราะทั้งแจจุงเองก็ต้องเตรียมงานสำหรับอีเว้นท์ของบริษัท ส่วนยุนโฮก็มีซ้อมเบสบอลและเรียนเป็นปกติ...เพียงแต่ช่วงนี้เริ่มมีการบ้านและกิจกรรมอื่นๆของโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นด้วยก็เท่านั้น...

ส่วนทางด้านจุนซูก็มีประชุมบอร์ดวุ่นวายเป็นปกติ...จะมีเรื่องให้ปวดหัวขึ้นมากหน่อยก็เรื่องไอ้เด็กยูชอนนี่ล่ะ...

หลังๆมานี่ดูท่าเขาจะต้องบุกเข้าห้องเด็กมันบ่อยมาก...เรียกได้ว่าสามวันเว้นวันได้...กลายเป็นว่าจากที่เขาต้องตื่นเช้าอยู่แล้ว ก็ต้องตื่นเช้ามันขึ้นไปอีก เพราะไม่งั้นไปถึงบ้านเด็กมันแล้วถ้ายูชอนยังนอนอยู่ กว่าจะปลุกให้ตื่นได้ เขาเองก็เข้างานสายน่ะสิ!!~

ให้ตายเหอะ!~ มันเป็นอาการข้างเคียงของแผลที่แขนที่ใกล้หายรึยังไงนะ??!!!

แต่ที่น่าโมโหไปมากกว่านั้นคือตัวเขาเองนี่แล่ะ...ที่นอกจากจะไม่ได้โวยวายมากมายเป็นจริงเป็นจังแล้ว...แถมยังไม่ได้โกรธเคืองเด็กมันเท่าที่ควรด้วย...!! และยังไปรับไปส่งไม่เคยขาดอีกต่างหาก... บางทีเขาเองก็ไม่รู้ว่า ตัวเขาหรือตัวเด็กกันแน่ที่เข้าใจยากกว่ากัน?!!!



ทุกอย่างดำเนินมาเหมือนเป็นเรืื่องปกติจนกระทั่งสุดสัปดาห์วันหนึ่ง...เมื่อแม่ของแจจุงโทรมาตอนที่เขากำลังทำงานในบ่ายของวันพฤหัส..

“วันเกิดพ่อ?”

“ใช่แล้วจ้ะ!”

“ทั้งๆที่ปกติร้อยวันพันปีแม่ไม่เคยจัดเลยเนี่ยนะ?? ทำไมจู่ๆปีนี้คิดจะจัดขึ้นมาล่ะเนี่ย??”

“โอ้ย ไอ้ลูกคนนี้นี่! ก็ปีนี้พ่อแกจะอายุครบห้าสิบปี แม่ก็แค่อยากทำอะไรให้พ่อหน่อยเท่านั้นเอง...ทุกปีปกติก็มีไปกินข้าวกัน แต่ปีนี้แม่อยากทำเซอร์ไพรส์น่ะ!”

“โอเคๆครับ...แล้วยังไง? ทำไมต้องโทรมาบอกผมล่ะ? รอผมกลับบ้านก็ได้นี่น่า..”

“แม่จะให้เราโทรชวนยุนโฮด้วย! ถ้ายังไงก็มานอนค้างที่บ้านเลยก็ได้ ก็พรุ่งนี้วันศุกร์พอดีเลยนี่...ให้น้องมาฉลองด้วยกันแล้วก็ค้างที่บ้านเรา...ถ้าวันเสาร์น้องเขาไม่ได้มีอะไรต้องทำน่ะนะ...”

แจจุงหยุดพิมพ์เอกสารตรงหน้าพลางกระชับโทรศัพท์มือถือในมือ... “ตกลงนี่บ้านเรามีลูกชายสองคนแล้วหรอครับแม่?”

“ลูกชายหนึ่งลูกสาวหนึ่งต่างหาก!”

“แม่!!!”

“จะตะโกนเสียงดังทำไมล่ะ? เดี๋ยวก็โดนดุหรอก! เอาเป็นว่าโทรถามยุนโฮให้แม่ด้วยนะ...อ้อชวนจุนซูมาด้วยก็ดีนะจ้ะ แล้วเจอกันที่บ้านนะ...สวัสดีจ้ะ”

แจจุงยกโทรศัพท์มือถือออกจากหูพลางจ้องหน้าจอที่อีกฝ่ายตัดสายไปแล้วอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง...

ลงอีหรอบนี้ ถ้าเกิดโกหกไปว่าเด็กมันมาไม่ได้ แล้วแม่เขามารู้ทีหลังนี่โดนเอาตายแน่....อีกอย่างถ้าเด็กมันรู้เข้า...ก็คงจะไม่ดี...เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไร...ที่จะต้องโกหกออกไปแบบนั้นอยู่แล้ว...

นี่เขาลำบากใจอะไรกันแน่??และตื่นเต้นอะไรนักหนาหรอ!!!!!!!!!?????

บางทีเขาก็รำคาญตัวเองเหมือนกันนะ!!


คือคิดง่ายๆ ถ้าเป็นคนอื่นเช่นจุนซู เขาคงไม่มีความคิดที่จะโกหกหรือมีความรู้สึกอื่นที่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคือลำบากใจ ตื่นเต้นหรืออะไรก็ไม่รู้ปนเปกันไปหมดผุดขึ้นมาแน่ๆล่ะ มันเหมือนก้ำกึ่งทำนองที่ว่า ตื่นเต้นที่เพียงแค่คิดว่าจะได้ชวนไอ้เด็กนี่มา... แต่ก็เหมือนไม่ได้อยากได้ยินคำตอบถ้าเด็กมันมาไม่ได้...หรือถ้าเด็กมันมาได้ก็จะมีความรู้สึกต่อต้านเล็กๆว่า อย่ามาเลยจะดีกว่า.. เพราะเหมือนไม่ว่าทางไหน หัวใจเขาก็ดูจะไม่ปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้...ทั้งสองทางทำเอาเขาหัวใจเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผลตลอด... T___T

ตกลงมันคืออะไร?

หรือจริงๆเขารู้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่อยากจะยอมรับกันแน่??


ทะเลาะกับตัวเองนี่มันซับซ้อนจริงๆนะ = =”


ขณะที่กำลังคิดสะระตะหัวหมุนกับตัวเองอยู่นั้น จู่ๆโทรศัพท์ก็แผดเสียงขึ้นอีกรอบ....พอเหลือบไปเห็นเบอร์โทรเข้า แจจุงก็สะดุ้งกับตัวเอง...มือขาวคว้าโทรศัพท์มาไว้ในมืออย่างรวดเร็ว...แล้วก็จ้องมันอยู่อย่างนั้น ยังไม่ได้กดรับทันที...

เห็นไหมล่ะ?? ว่าแค่นี้ร่างกายเขาเองก็สับสนทะเลาะกันเองแล้ว!! มือมันฉวยหยิบโทรศัพท์เองทันทีทั้งๆที่ไม่ได้ทันตั้งตัวอะไรเพียงเพราะแค่เห็นว่าสายที่โทรเข้าเป็นใคร... แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่กล้ารับ...เพราะมันจู่ๆก็ตื่นเต้นไร้สาระขึ้นมาเหมือนทุกครั้งที่เข้าใกล้เจ้าของชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจออยู่ตอนนี้...

นิ้วขาวสไลด์กดรับสายในที่สุดหลังจากที่ปล่อยให้มันดังอยู่อึดใจหนึ่ง..

“พี่แจจุง..”

“ว่าไง?”

“..เอ่อ... ไม่มีอะไรหรอก...พอดีคาบนี้อาจารย์ไม่เข้า ก็เลยว่างน่ะ”

“อ่าวหรอ?...”

“อืม...แล้วนี่พี่ทำอะไรอยู่?”

จะให้ตอบว่าไงล่ะ? กำลังใจเต้นแรงอยู่น่ะหรอ????!! T_T

“ผมโทรมากวนพี่หรือเปล่า??”

“เปล่าๆๆ!! เอ่อ...พี่ก็ไม่ได้ยุ่งอะไรมากหรอก แค่ต้องพิมพ์เอกสารนิดหน่อย...”แล้วนี่เขาจะตั้งใจปฏิเสธไปไหม?? เสียงดังซะพนักงานคนอื่นหันมามองและเนี่ย = =”

“อ๋อ...”

เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง...แล้วจู่ๆปากของแจจุงก็พูดออกไปเองก่อนที่ยั้งได้ทัน... “เออนี่..ยุนโฮหลังเลิกเรียนพรุ่งนี้ว่างไหม?”

“พรุ่งนี้หรอ? ก็หลังจากซ้อมเบสบอลเสร็จก็ไม่มีอะไรแล้ว...พี่ถามทำไมหรอ?”

“คือเอ่อ...เอ่อ...พรุ่งนี้แม่พี่จะฉลองวันเกิดให้พ่อน่ะ..แล้ว...แล้วแม่พี่ให้ถามว่าว่างมารึเปล่า?...แล้วคือมันอาจจะดึกด้วย...ถ้ายุนโฮวันเสาร์ไม่มีอะไรต้องทำตอนเช้า...ก็..ก็พอมาพรุ่งนี้แล้วก็ค้างที่บ้านพี่ถึงวันเสาร์เลยก็ได้...”แจจุงพูดไปก็ยิ่งไม่เข้าใจตัวเองมากขึ้น...

ทำไมเขาจะต้องกลั้นหายใจถามด้วยเนี่ย????


“อ๋อ....”

อ๋อแล้วหายไป??? สั้นไปไหมวะ?? ไอ้เด็กบ้า!!!

“ได้สิครับ...ยังไงเดี๋ยวเจอกันที่บ้านพี่เลยก็ได้...”

“มาเองเป็นหรอ?? เดี๋ยวพี่ไปรับที่โรงเรียนดีกว่าไหม?”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ...ผมพอไปเป็น...ไม่งั้นพี่ก็ต้องวกมารับผม เสียเวลาเปล่าๆ”

“เอางั้นหรอ?...ก็ได้อะ.. หลงยังไงก็โทรมาหาพี่ละกันนะ”

“ได้ครับ...ว้า..อาจารย์มาแล้วอ้ะ... นึกว่าจะไม่เข้าทั้งคาบแล้วซะอีก...ผมคงต้องวางแล้วล่ะพี่แจจุง...”

“เดี๋ยวก็ได้โดนดุหรอก..รีบๆไปเรียนได้แล้ว แล้วพรุ่งนี้เจอกัน..”

“ครับ..ไว้คุยกันนะ”

“อื้ม...”


แจจุงกดตัดสายด้วยหัวใจที่หวิวไหวหน่อยๆพร้อมๆกับรอยยิ้มที่จู่ๆมันก็ผุดขึ้นมา...กว่าจะรู้ตัวก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนคนแถวนั้นอดหันมามองไม่ได้...พอแจจุงเงยหน้าสบตากับผู้ร่วมงานคนหนึ่งแถวนั้นๆที่ยิ้มอย่างมีเลศนัยมาให้ เจ้าตัวก็รีบหุบยิ้มฉับ...ก้มหน้าก้มตากับเอกสารตรงหน้าต่อทันที...

เป็นอะไรไปเนี่ย??!!

ทำตัวเหมือนเพิ่งคุยกับแฟนเสร็จอย่างไงอย่างงั้นแล่ะ!!

นี่เราจะมีความสุขมากเกินไปรึเปล่านะ?? = =”


.......
...................


เย็นวันรุ่งขึ้นหลังจากที่แจจุงเลิกงานแล้วก็กะว่าจะแวะเข้าไปหาจุนซู แต่พอไปถึงห้องทำงาน เลขาของจุนซูกลับบอกว่าเจ้าตัวไม่ได้เข้าบริษัทแล้วตั้งแต่เช้า...แจจุงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันกลับมาคว้าโทรศัพท์กดโทรหาเพื่อนรักทันที...

ตั้งแต่ช่วงเช้าตัวเขาติดประชุมจนเลยช่วงพักเที่ยงไป..อีกทั้งตัวเองก็ยุ่งจนลืมเวลาไปเลยด้วย...จุนซูเองก็ไม่ได้โทรหาเขาเช่นกัน...ก็เลยกลายเป็นว่าวันทั้งวันทั้งสองก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย...

เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นานจนแจจุงคิดจะตัดสายและโทรออกใหม่...แต่ขณะทีกำลังยกหูโทรศัพท์ออกก็ได้ยินเสียงเหมือนอีกฝั่งกดรับ..

“จุนซู! นี่นายอยู่ไหนเนี่ย? ทำไมเลขาบอกว่านายไม่ได้เข้าบริษัทตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ? มีอะไรรึเปล่า?”

“.......”

“ฮัลโหล?? จุนซู?...ได้ยินไหมเนี่ย?”

“จุนซูนอนอยู่ครับ ไม่ทราบว่ามีอะไรเร่งด่วนรึเปล่า?”

เสียงใครวะ???!!! และนี่มารับโทรศัพท์เพื่อนเขาได้ไงเนี่ย???

“อ่าว...นั่นใครน่ะ??”

“ผมปาร์ค ยูชอน...ตอนนี้...”

อยู่ๆก็เหมือนมีเสียงอะไรสักอย่างเกิดขึ้น และเสียงที่ตอบรับกลับมาก็เปลี่ยนจากเสียงทุ้มต่ำเป็นโทนเสียงหวานแหบคุ้นเคยของใครอีกคน..

“ฮัลโหล...แจจุงหรอ?? นี่ฉัน.. จุนซูเองนะ”

“จุนซู! นี่นายอยู่ไหนน่ะ?..แล้วเมื่อกี๊ใครเนี่ย???”

“อ่ะ...เอ่อ...เรื่องนั้นไว้ค่อยคุย..แล้วนี่โทรมามีอะไรรึเปล่า?”

“อ่าว ก็วันนี้จะไปบ้านฉันกินเลี้ยงวันเกิดพ่อฉันไม่ใช่หรอ?? ก็คุยกันแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี่น่า...”

แจจุงได้ยินอีกฝ่ายสูดลมหายใจเข้าปอดเสียงดัง...ถ้าให้เดาตอนนี้เจ้าตัวต้องกำลังทำตาโตเอามือป้องปากอยู่ด้วยแน่ๆ...

“แจจุง ฉันขอโทษ...ฉัน...”

“นายลืม???”

“คือ...”จุนซูพูดออกมาแค่นั้นก่อนจะเงียบไปพักใหญ่จนแจจุงต้องเอ่ยเรียก...เจ้าตัวถึงได้สติกลับมา.. “วันนี้ฉันคงไปไม่ได้แล้วน่ะ...”

“อ่าว...”

“คือมันมี...เอ่อ...เหตุนิดหน่อย เอาเป็นว่าไว้จะเล่าให้ฟังนะ... ฝากบอกแม่นายว่าขอโทษด้วย...แล้วก็ขอโทษนายด้วยนะที่เบี้ยวนัดกระทันหันแบบนี้...นายไม่โกรธฉันใช่ไหม?”

“เห้อ...เอาเหอะๆ... เอาเป็นว่าต้องมาเล่าให้หมดเปลือกเลยนะว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องผู้ชายที่รับสายนายเมื่อกี๊ด้วย! ไม่งั้นฉันโกรธนายแน่ๆ...!!”

“โอเคๆ...งั้นไว้คุยกันนะ....”จุนซูรีบพูดตัดบทพลางกดวางสายทิ้งอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหันควับไปทางตัวต้นเหตุที่ตอนนี้กลับไปนอนซมอยู่บนเตียงตามเดิมแล้ว...

กะจะว๊ากเสียงดังสักหน่อยที่จู่ๆก็มาถือวิสาสะรับโทรศัพท์ของเขาแต่พอเห็นสภาพคนป่วยไข้ขึ้นบนเตียงแล้วก็ได้แต่ค่อนเสียงค่อยๆแทน.. “นี่วันหลังไม่ต้องรับก็ได้...ไว้ฉันโทรกลับเอง”

“ก็เห็นดังอยู่ตั้งนาน...แล้วพี่จุนซูก็นอนอยู่นี่น่า...”

“ก็นั่นแล่ะ...วันหลังไม่ต้องรับนะ เข้าใจไหม!!??”เสียงหวานแหบไม่ได้พูดเสียงดังใส่อะไร...แต่ก็ห้วนจนอีกคนต้องพลิกตัวหันมา...

ยูชอนมองคนตัวเล็กที่เมื่อกี๊เผลอฟุบหลับตรงหัวเตียงตอนที่นั่งเฝ้าไข้แทบทั้งบ่ายให้กับเขาด้วยสายตาปรือไปด้วยพิษไข้แต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าแฝงไปด้วยความสงสัย..

“แค่นี้ทำไมพี่ต้องอารมณ์เสียด้วยล่ะ? ก็แค่รับโทรศัพท์แทนแค่นี้เองนะ...ไม่เห็นจะต้องทำเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย...”

ถึงตรงนี้จุนซูอึกอักๆพูดไม่ออกและยิ่งเมื่อพอมองสายตาของเด็กหนุ่มที่มองมาก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่...

นั่นสิ...เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองนักหรอก...รู้แค่ว่า...ก็แค่...ก็แค่...ไม่อยากให้คนรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับยูชอนมากเท่านั้นเอง...

แล้วทำไมเขาต้องไม่อยากด้วยล่ะ?...มันไม่ได้มีอะไรไม่บริสุทธิ์ใจสักหน่อย...

ไม่ใช่หรอ??? ใช่สิๆๆ มันต้องใช่ เอ้ย!! มันก็เป็นแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้วนี่น่า...


แต่...แล้วทำไมจู่ๆใจเจ้ากรรมถึงต้องเต้นแรงได้ขนาดนี้ด้วย???

นี่มันอะไรกันแน่เนี่ย???!!!! = =”


“โอ่ย...”

กำลังหมกหมุ่นวุ่นวายวนเวียนอยู่กับความคิดตัวเองจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างไปชั่วขณะ...กว่าจะได้สติก็เสียงร้องของอีกคนเมื่อตอนที่จะพยายามลุกขึ้นนั่งบนเตียงนี่แล่ะ...

“ยังปวดหัวอยู่อีกหรอ?..”จุนซูแทบลืมสิ่งที่คิดไว้ในหัวเมื่อกี๊ไปแทบทั้งหมด...คนตัวเล็กพุ่งตัวเข้าหาพลางถามเสียงห่วงใย...มือป้อมยกขึ้นแนบที่หน้าผากของอีกคน... “ไข้ยังไม่ลดเลย...ฉันว่าไปหาหมอดีกว่าไหม?”

วันนี้ตั้งแต่เช้าจุนซูไม่ได้ไปไหน...งานเงินก็ไม่ได้เข้าไปทำ...เพราะว่ามาถึงแล้วไอ้เด็กนี่มันนอนซมป่วยไข้ขึ้นสูงจนไปโรงเรียนไม่ไหว...เขาก็ได้แต่ทำข้าวต้มงั่งๆเท่าที่เขาพอจะทำได้ให้เด็กมันกิน...แล้วก็ให้กินยา นอนทั้งบ่าย....เขาเองก็นั่งอยู่ข้างๆเตียงคอยเช็ดตัวให้เด็กมันจนเผลอหลับไป...จนถึงตอนนี้ถึงสีหน้าของยูชอนดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ไข้ก็ยังสูงอยู่...

“ไม่ต้องหรอก...เวลาผมป่วยก็แบบนี้แล่ะ...ต้องนอนพักทั้งวันเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หาย...พี่จุนซูไปหาเพื่อนเถอะ.. มีนัดไม่ใช่หรอ? แถมวันนี้พี่ก็ไม่ได้เข้างานทั้งวันด้วยไม่ใช่รึไง?...”มือใหญ่กำเข้าที่ข้อมือกลมก่อนจะดันออกพลางส่งสายตาที่บอกว่าไม่เป็นไรไปให้...

แต่เจ้าตัวจะรู้ไหมว่า สายตาที่สื่อออกไปนั้น มันเหมือนขัดแย้งกันเองเพราะอะไรสักอย่างข้างในอก... ปากพูดออกไปแบบนั้น แต่ลึกๆแล้ว...ก็อยากได้ยินอีกคนเอ่ยขัดคำพูดของตัวเอง...

จุนซูหลุบตาต่ำพลางกัดปากของตัวเองอย่างครุ่นคิด...นี่ก็ไม่ต่างกัน...ใจหนึ่งชัดๆอยู่แล้วว่าไม่อยากจะไปไหน....เพราะไม่งั้นก็คงไม่ตอบปฏิเสธแจจุงออกไปทั้งๆที่ยังไม่ได้ถามยูชอนว่าจะเป็นไรไหม ถ้าเขาไม่อยู่...จู่ๆตัวเขาเองก็พูดไปแบบนั้นโดยที่แทบไม่ได้ยั้งคิด...

“งั้น...นายนอนต่ออีกสักพักก็แล้วกัน...ถ้าอาการไม่แย่ลงเดี๋ยวฉันค่อยออกไปหาเพื่อนก็ได้...”จุนซูตัดสินใจตอบในที่สุดพลางเงยหน้าประสานสายตากับคนป่วย...

ทั้งสองจ้องกันอยู่อย่างนั้นสักพักท่ามกลางความเงียบจนจุนซูจู่ๆรู้สึกร้อนไหม้บนใบหน้า...ตาเรียวหลุบหนีแต่ก็พาลไปเห็นข้อมือของตัวเองที่ยังอยู่ในกำมือของอีกคนยิ่งทำให้ความร้อนพลุ่งพล่านเข้าไปใหญ่....

ยูชอนที่ก็เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวค่อยๆคลายมือออกพลางล้มตัวลงนอนและหันไปอีกด้าน... “ก่อนพี่จะไป ช่วยทำข้าวต้มให้ผมอีกถ้วยก็แล้วกัน...”

“แต่ว่าข้าวต้มฉัน...มันไม่อร่อยเลยนะ...ให้ฉันไปซื้ออะไรให้ดีกว่าไหม?”

ยูชอนได้ยินเสียงหวานที่ออกจะลุกลี้ลุกลนแย้งขึ้นในทันใดก็หลุดอมยิ้มอย่างไม่รู้ตัว...ร่างสูงพลิกตัวกลับมาสบตากับอีกคน.. “ไม่เป็นไรหรอกครับ...คนป่วยกินอะไรก็เหมือนๆกันนั่นแล่ะ...อย่าลำบากพี่เลยดีกว่า..”

“ถ้างั้น...ก็...ก็ตามใจ...งั้นฉันไปทำให้นายเดี๋ยวนี้เลยละกัน..ยิ่งทำช้าๆอยู่...แล้วเดี๋ยวพอฉันจะไป จะอุ่นให้อีกรอบนะ”เสียงหวานเอ่ยติดขัดเล็กน้อยก่อนจะรีบลุกหายไปลงชั้นล่างไปยังห้องครัวทันที...ทิ้งให้อีกคนที่ตอนแรกก็ยิ้มอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัวยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก....


..............
.........................


แจจุงที่กลับมาถึงบ้านเร็วกว่าปกติเพราะรีบเคลียร์งานให้เสร็จเพื่อที่จะได้มาช่วยแม่เขาจัดเลี้ยงงานวันเกิดพ่อ...จริงๆก็ไม่ได้จัดเลี้ยงอะไรใหญ่โตอะไร เพียงแต่วันนี้แม่เขาอยากทำอะไรเป็นพิเศษเนื่องในวันเกิดครบรอบห้าสิบปีให้พ่อบ้างก็เท่านั้น... อย่างเช่นตกแต่งในบ้านพอเป็นพิธี ทำกับข้าวที่พ่อชอบ เตรียมของหวาน เค้ก แล้วก็มีของขวัญเซอร์ไพร์สเล็กๆน้อยๆ...

เขาวุ่นวายอยู่ในครัวกับแม่อย่างเร่งรีบเพื่อจะได้เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่พ่อจะกลับจากทำงาน...ขณะเดียวกันนั้น..เสียงฟ้าร้องจากด้านนอกก็ดังขึ้นสองสามครั้งพร้อมๆกับฝนกระหน่ำที่เทลงมา...

“ฝนตกอีกแล้ว...ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อยจริงๆ”เป็นคุณนายคิมที่เอ่ยขึ้นพลางมองลอดผ่านหน้าต่างในห้องครัวไปยังด้านนอกบ้าน...ฝนเม็ดหนากำลังสาดกระเซ็นใส่ต้นไม้หลังบ้านอย่างไม่เกรงใจ...

“แย่แล้ว...ยุนโฮถึงไหนแล้วเนี่ย?...ป่านนี้น่าจะถึงแล้วนีน่า...เด็กนั่นยิ่งไม่ค่อยชอบพกร่มอยู่ด้วย”เมื่อได้ยินผู้เป็นแม่พูดขึ้น แจจุงก็เอะใจขึ้นได้...มือขาวละสิ่งที่ทำอยู่หวังจะคว้ามือถือกดโทรหาอีกคน แต่ก็ได้ยินเสียงกดออดหน้าบ้านเสียก่อน...

“นั่นไง...สงสัยมาถึงพอดีแน่ๆ...ลูกไปเปิดประตูก่อนเถอะ...”คุณนายคิมยิ้มพลางคว้าหัวหอมจากแจจุงมาหั่นต่อเอง...ร่างบางเดินละจากห้องครัว สาวเท้าอย่างเร่งรีบไปที่ประตูหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว...

เป็นยุนโฮจริงๆนั่นแล่ะ...​แถมเปียกมะลอกมะแลกเหมือนครั้งก่อนเป๊ะ...แจจุงไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก รีบเปิดประตูเร่งให้อีกคนเข้าบ้านก่อนที่จะเปียกไปมากกว่านี้ในทันที...

“ไม่พกร่มอีกแล้วนะ...”เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างตำหนิหลังจากที่ยุนโฮเข้ามาในบ้านแล้ว..ตากลมโตมองคนตรงหน้าที่อยู่ในสภาพเปียกมากกว่าครึ่งอย่างคาดโทษ...

“ก็ตอนเช้าไม่เห็นมีเค้าเลยนี่น่า...อีกอย่างจริงๆผมกำลังจะถึงบ้านพี่แจจุงแล้วนะ แต่อยู่ดีๆฝนก็ตกมาซะงั้นอะ ตกแรงอีกต่างหาก..”

“ก็พี่บอกแล้วไง ให้เราพกร่ม..ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูอากาศก็เลยเป็นแบบนี้แล่ะ...ไม่ฟังกันบ้างเลย...รีบๆขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อก่อนเลยนะ เดี๋ยวก็ได้ไม่สบายเอาเนี่ย...”

แจจุงเดินนำยุนโฮขึ้นไปบนห้องของตัวเอง...เขารีบสาวเท้าไปยังตู้เสื้อผ้าคว้าๆเอาผ้าขนหนูกับชุดเปลี่ยนก่อนจะยื่นให้กับร่างสูงที่ตอนนี้ถอดเสื้อคลุมตัวนอกกับเนคไทด์ออกไปเรียบร้อยแล้ว...

“เข้าไปแล้วถอดเสื้อกับกางเกงเอามาให้พี่ก่อนนะ...พี่จะได้รีบเอาไปซักให้..”

ยุนโฮรับเสื้อผ้าและผ้าขนหนูมาพลางพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำ...และอีกไม่ถึงสองนาที...ประตูห้องน้ำถูกแง้มเปิดออกอีกครั้ง...ยุนโฮยื่นเสื้อกับกางเกงนักเรียนของเขาให้กับคนด้านนอก...

แจจุงคว้าเอาเสื้อที่ยุนโฮยื่นมาให้.... “อาบเสร็จแล้วก็ไปรอข้างล่างได้เลยนะ...พี่จะอยู่ในครัวกับแม่นะ..”

เสียงทุ้มหล่อปนกับเสียงน้ำจากฝากบัวตอบรับมาให้ได้ยิน...แจจุงหมุนตัวออกและเดินไปอีกด้านหนึ่งของชั้นสองที่เป็นระเบียงด้านนอกเอาไว้ซักผ้า...

มือขาวจับโยนเสื้อและกางเกงนักเรียนของยุนโฮลงกับกะละมัง...กำลังจะเปิดน้ำใส่แต่ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกระทบกับก้นกะลังมังขึ้นเสียก่อน เขาจึงหยุดมือที่จะเปิดน้ำไว้ได้ทัน...

ร่างบางเอามือล้วงเข้าไปในกางเกงตามสัญชาติญาณก่อนจะคว้าเอากระเป๋าเงินใบสีดำสนิทออกมา...แจจุงถอนหายใจพลางส่ายหัว...นี่ดีแค่ไหนที่เขาเห็นก่อน ไม่งั้นทุกอย่างมันคงลงไปแช่น้ำหมดละเนี่ย...

แจจุงเดินกลับเข้าไปด้านในบ้าน...วางกระเป๋าเงินลงบนโต๊ะ กำลังจะหมุนตัวกลับแต่แล้วก็หันมาอีกรอบพลางหยุดมองกระเป๋าเงินตรงหน้า...

มือนั้นไวกว่าที่สติจะยั้งคิดอะไรได้ทัน...มารู้ตัวอีกที เขาก็กำลังชะโงกหน้าไปยังทางเดินดูลาดเลาว่าปลอดสายตาคนก่อนจะแอบถือวิสาสะเปิดกระเป๋าเงินของยุนโฮทันที...

ในนั้นไม่ได้มีอะไรมาก...มีธนบัตรจำนวนหนึ่ง...บัตรเครดิต...บัตรนักเรียน และก็ช่องใส่รูปที่ข้างในนั้นว่างเปล่า...เขาสำรวจอีกแป๊ปนึงก็คิดจะวางลงมันที่เดิม แต่แล้วจู่ๆเขาก็เห็นว่ามีอีกช่องหนึ่งซ่อนอยู่หลังช่องที่เสียบบัตรที่เขาเอาออกมาดูหมดแล้ว...

นิ้วเรียวแงะสอดเข้าไปแล้วหยิบบางอย่างออกมา...มันเป็นกระดาษแข็งๆหน่อยสีขาวค่อนข้างเก่าที่มุมล่างขวามีเขียนตัวอักษรยุกยิกเล็กๆ..แจจุงเพ่งมองคำที่เขียนอยู่นั้นด้วยหัวใจเต้นแรงก่อนพลิกดูอีกด้านตามสัญชาติญาณแล้วก็แทบจะทำกระเป๋าเงินหลุดมือ..

ไม่จริงน่า...


ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น...เสียงทุ้มต่ำที่ไม่ว่าได้ยินกี่ครั้งก็ทำเอาใจเต้นควบคุมตัวเองไม่ได้เลยสักทีถูกเอ่ยแนบชิดติดใบหูของเขา...แผ่นหลังบางก็แทบจะแนบติดกับอกกว้างของอีกคนด้วยเช่นกันเมื่ออีกคนอยู่ห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น...


“แอบดูของคนอื่น นิสัยไม่ดีเลยนะครับ”







2BC
 
Talk
 
อยากจะบอกว่า ลงตอนนี้ในบอร์ดฟิกเกือบสองอาทิตย์แล้ว พอจะมาลงในบล๊อก ดันเข้าเอ๊กทีนไม่ได้ T_T แล้วหลังจากนั้นอันๆก็ไม่มีเวลาว่างแม้แต่จะมาลงให้เลย ทำงานดึกกลับบ้านทุกวันเลยค่ะ จะส่งทีสิสพฤหัสนี้แล้ว นี่แวบมาลงให้ก่อนนอน = ="
 
ขอโทษที่มาช้านะคะ ว่าจะอัพเดทให้ฟังที่ไปมีทโฮมินมาด้วย แต่ตอนนี้ดีเลย์ไปหมดแล้ว ๕๕๕๕ คงตามอ่านกันในทวิตกันแล้วล่ะ ส่วนใหญ่ เอาเป็นว่าตอนหน้ามาลง จะมาอัพให้ฟังหมดเลยว่าตั้งแต่จองบัตรเปนยังไงบ้าง แล้วได้เข้าไปดูสองรอบเนี่ย เปนยังไงบ้างนะคะ
 
ตอนต่อไปอยู่ในช่วง processing ค่ะ ทุกวันนี้กลับจากทำงาน(ได้งานพิเศษทำที่ร้านอาหารไทยน่ะค่ะ)นั่งรถไฟฟ้าเปิดคอมพิมฟิก ๕๕๕๕ เพราะกลับมาบ้านกว่าจะทำอะไรก็ดึกแล้ว งานโรงเรียนก้ยังไม่เสร็จ ก็เลยต้องช่วงชิงเวลาสุดๆ
 
เอาเป็นว่าจะรีบมาต่อให้นะคะ ><
ขอโทษและขอบคุณสำหรับคนที่ติดตามมาตลอดนะคะ :)